วอชิงตัน/ดามัสกัส * สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกยังไม่กดปุ่มถล่มซีเรีย รอความชอบ ธรรมจากรายงานคณะตรวจสอบของยูเอ็นที่จะเดินทางออกจากกรุงดามัสกัสในสุดสัปดาห์นี้ "บัน กีมูน" ขอให้หลีกเลี่ยงการ ใช้กำลังทหาร แต่ย้ำผู้ใช้อาวุธเคมีต้องรับ ผิดชอบ ด้านอัลอัสซาดประกาศสู้ ขณะที่รัสเซียซุ่มเงียบเคลื่อนเรือรบสู่เมดิเตอร์เรเนียน จีนเตือนสหรัฐอย่าทำตัวเป็นศาล
สถานการณ์ในซีเรียยังคงอยู่ในขั้นวิกฤติและเป็นที่น่าจับตาว่าการแทรกแซงโดยกำลังทหารจากชาติตะวันตกจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ล่าสุด นายบัน กีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า คณะตรวจสอบของยูเอ็นจะเดินทางออกจากซีเรียในสุดสัปดาห์นี้เพื่อรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ามีการใช้อาวุธเคมีจนนำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมากจริงหรือไม่ ทำให้สหรัฐและชาติพันธมิตรยังไม่ออกคำสั่งโจมตีซีเรีย
เลขาธิการยูเอ็นยังได้ร้องขอให้มหา อำนาจทั้งหลายทำงานร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารกับซีเรีย ประเทศที่เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศมาแล้วเป็นเวลา 29 เดือน และมีผู้เสียชีวิตตามรายงานของยูเอ็นแล้วประมาณ 1 แสนคน และอีกหลายล้านคนไร้ที่อยู่
"ควรให้โอกาสกับวิถีทางทางการทูต ควรให้โอกาสกับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะโดยฝ่ายใด ด้วยเหตุผลใด และสถานการณ์แบบใด ย่อมเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และผู้กระทำต้องรับผิดชอบ" บัน กีมูน กล่าว
ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของรัฐบาลกรุงดามัสกัสได้เตือนการแทรกแซงของชาติตะวันตกว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวายทั่วทั้งภูมิภาค และมีรายงานว่ารัสเซียเองกำลังส่งกองเรือรบไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนจีนโดยสื่อของรัฐได้เตือนว่าการโจมตีซีเรียเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล การกระทำเช่นนั้นของสหรัฐและชาติพันธมิตรราวกับว่าพวกเขาคือศาล คณะลูกขุนและเพชฌฆาตเสียเอง ขณะที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวประณามแผนการใช้กำลังต่อซีเรียของชาติตะวันตก ว่าเป็นการทำลายล้างภูมิภาคอาหรับที่ขณะนี้เป็นเหมือนดินแดนแห่งดินปืน
ฝั่งของพันธมิตรชาติตะวันตก นอก จากสหรัฐที่เรือรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำตำแหน่งพร้อมโจมตีแล้ว สหราชอาณาจักรเองก็ส่งเครื่องบินรบไปยังฐานทัพบนเกาะไซปรัส ที่ห่างจากฝั่งซีเรียไม่ถึง 200 กิโลเมตรแล้วเช่นกัน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านซีเรียอย่างอิสราเอลได้เตรียมการรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นด้วยการเรียกทหารกองหนุนเข้าประจำการ ส่วนพลเมืองก็เข้าคิวกันซื้อหน้ากากกันแก๊สพิษยาวเหยียด ขณะที่ตุรกีก็เพิ่มระดับการเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด
แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ประ ธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ได้ออกมาประกาศว่าซีเรียจะเอาชนะในการเผชิญหน้ากับสหรัฐได้อย่างแน่นอน หนังสือพิมพ์อัล-อัคบาร์ ระบุว่า ประธานาธิบดีซีเรียได้กล่าวต่อเจ้าหน้าที่ของเขาว่า ตั้งแต่มีวิกฤติขึ้น ซีเรียได้เฝ้ารอให้ศัตรูที่แท้จริงเปิดเผยโฉมหน้ามานานแล้ว
"เราจะเผชิญหน้าด้วยความกล้าหาญ และเราจะมีชัย" หนังสือพิมพ์ระบุคำพูดของนายอัลอัสซาด
สำนักข่าวเอเอฟพีรายว่า ขณะนี้ในกรุงดามัสกัส บรรดาทหารถูกเรียกให้ถอนออกจากจุดประจำการณ์ และตั้งด่านรักษาความปลอดภัยที่เหนียวแน่นขึ้นตามจุดต่างๆ บนถนนและโรงพยาบาล เพื่อเป็นการเตรียมตัวรับมือการโจมตีของสหรัฐและชาติพันธมิตร
ส่วนความเคลื่อนไหวที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร มีการเรียกประชุมสภาฯ เพื่อลงมติตอบโต้การกระทำของรัฐบาลซีเรีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายเดวิด คาเมรอน ยอมรับว่าจะไม่มีการโจมตีจากกองทัพอังกฤษจนกว่ารายงานผลการตรวจสอบอาวุธเคมีออกมาเสียก่อน
ด้านนายบารัค โอบามา ประธานา ธิบดีสหรัฐ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติ ภาพ ยืนยันว่ายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะใช้แผน การทางทหารถล่มซีเรีย และว่าปฏิกิริยาของสหรัฐจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังซีเรียว่าไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก และไม่ได้เป็นเพียงข้อความที่จะมีถึงเฉพาะซีเรียเท่านั้น แต่เป็นการส่งไปยังชาติอื่นทั่วโลก
"เราต้องทำให้เป็นหลักประกันว่าเมื่อมีบางประเทศฝ่าฝืนกฎการใช้อาวุธของนานาชาติ เช่น การใช้อาวุธเคมี ซึ่งอาจเป็นการคุกคามต่อเราได้ ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ" โอบามากล่าว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าสหรัฐอาจไม่เคารพมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่รัสเซียและจีนคือชาติสมาชิกที่ใช้สิทธิ์วีโตมาโดยตลอด.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น