สำหรับผู้ที่มีใจรักในการเทรด เราคือที่ปรึกษาการลงทุน (Stock Investment Consultant)ที่มีประสิทธิภาพ อัพเดทขัอมูลแบบ real time ที่เอื้อประโยชน์ในการลงทุนสำหรับนักลงทุน ด้วยเทคนิคและวิธีการของนักเทรดผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ในตลาดการเก็งกำไรมานานหลายปี สำคัญที่สุด.. เราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นอันดับแรก
วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
Euro-Region Unemployment Unchanged as Economy Improves
Euro-area unemployment remained unchanged in June amid increasing signs that the economy is emerging from its longest-ever recession.
The jobless rate in the economy of the 17 nations using the euro held at 12.1 percent last month, the European Union’s statistics office in Luxembourg said today. That matches the highest on record after May unemployment was revised down to that figure from an initially reported 12.2 percent. Euro-area inflation held steady at 1.6 percent in July after accelerating for two months, a separate report showed.
http://www.bloomberg.com/news/2013-07-31/euro-region-unemployment-unchanged-as-economy-improves.html
German Unemployment Declined in July Amid Recovery
German unemployment dropped for a second month in July, adding to signs the recovery in Europe’s largest economy is gathering pace and potentially buoying support for the government before September elections
.http://www.bloomberg.com/news/2013-07-31/german-unemployment-declined-in-july-amid-recovery.html
Currency and Interest Rates
อัตรา
- แลกเปลี่ยน
- ดอกเบี้ย
สกุลเงิน ราคา
รับซื้อ ขาย
HKD 3.92 4.17
GBP 46.87 48.54
EUR 40.97 42.14
JPY 31.4 32.74
USD 30.94 31.64
- แลกเปลี่ยน
- ดอกเบี้ย
สกุลเงิน ราคา รับซื้อ ขาย HKD 3.92 4.17 GBP 46.87 48.54 EUR 40.97 42.14 JPY 31.4 32.74 USD 30.94 31.64
อัตรา
- แลกเปลี่ยน
- ดอกเบี้ย
ประเภทเงินฝาก (%)/ปี
ออมทรัพย์ 0.87
กระแสรายวัน 0.00
ฝากประจำ12เดือน 2.75
ฝากประจำ24เดือน 3.15
ฝากประจำ36เดือน 3.30
- แลกเปลี่ยน
- ดอกเบี้ย
ประเภทเงินฝาก (%)/ปี ออมทรัพย์ 0.87 กระแสรายวัน 0.00 ฝากประจำ12เดือน 2.75 ฝากประจำ24เดือน 3.15 ฝากประจำ36เดือน 3.30
โลกสะท้านจีนชะลอตัวตลาดโภคภัณฑ์หด-ผู้บริโภคหาย
ถือเป็นสถานการณ์ที่หลีกไม่พ้นเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วกับแนวโน้มทิศทางการเติบโตของจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเดินหน้าชะลอตัวช้าลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบัน หลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่หลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินในสหรัฐ วิกฤตหนี้ในยุโรป และวิกฤตเงินฝืดในญี่ปุ่น
มองในแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งซึ่งหวังจะให้กำลังใจจีน และบรรเทาความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาด ต่างกล่าวว่า การเติบโตที่เชื่องช้าลงในจีนครั้งนี้เป็นผลจากความตั้งใจของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน ซึ่งเป็นวิธีที่รังแต่จะก่อหนี้ไม่จบไม่สิ้น แล้วหันมาใช้การบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เพื่อช่วยให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่มองในอีกแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งจากหลายสำนักกลับอดปริวิตกไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของจีนที่เกือบทุกประเทศยึดเป็นตลาดส่งออกหลักหลังสหรัฐและยุโรปซบเซาหนัก การที่เศรษฐกิจจีนจะลดระดับความร้อนแรงเหลือการเติบโตเพียงประมาณ 7.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่เวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ย่อมส่งผลกระทบที่ยากจะหนีได้พ้นต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 2556 นี้
ทั้งนี้ ภาคที่จะได้รับผลกระทบในอันดับต้นๆ จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวก็คือ ภาคตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอย่างเหล็กและทองแดง ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในหลายๆ ประเทศ
ลอเรนซ์ ไนท์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษ รายงานว่า ภาคการก่อสร้างของจีนที่เติบโตพุ่งพรวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากนโยบายกระตุ้นทุ่มเงินลงทุนของรัฐบาลแดนมังกร ได้กลายเป็นตลาดหลักที่สำคัญของสินค้าจำพวกสินค้าเหมืองแร่ เช่น เหล็ก โดยมีการนำเข้าเหล็กเพื่อใช้ในแวดวงก่อสร้างในปริมาณมหาศาลจนทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่ ริน ทินโต หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการเหมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกประเมินความต้องการบริโภคสินค้าแร่ของจีนไว้ว่า ในปี 2555 จีนใช้แร่เหล็กสูงถึง 2 ใน 3 ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมด ส่วนความต้องการแร่อะลูมิเนียมมีสูงถึง 45% และแร่ทองแดงสูงถึง 42% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจากปี 2543 ราว 12-13%
ดังนั้น แนวโน้มปริมาณความต้องการสินค้าเหมืองแร่ของจีนที่ลดลงจากเดิม ย่อมส่งผลให้แร่เหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียมที่ผลิตมีปริมาณล้นเหลือมากมายในตลาด จนทำให้ราคาของสินค้าที่ว่ามานี้มีราคาถูกลงจนน่าใจหาย ยืนยันได้จากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในขณะนี้ที่เริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ราคาของทองแดงที่ปรับลดลงเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์การเติบโตของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวเพื่อมุ่งปรับสมดุลเศรษฐกิจ บรรดาบริษัทเหมืองทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ทำราคาและให้ผลตอบแทนได้ดีในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เอฟทีเอสอี 100 ในประเทศอังกฤษ จะประสบปัญหาชวนปวดหัวทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวร้ายของการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวยังส่งผลต่อนานาประเทศที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น บราซิล ชิลี หลายประเทศในภูมิภาคแอฟริกา รัสเซีย คาซัคสถาน แคนาดา และออสเตรเลีย
สำหรับผลกระทบต่อมาที่การชะลอตัวของจีนจะมีต่อเศรษฐกิจโลกคือการผลิตส่วนเกินที่มีมากเกินไป และเกินกว่าความต้องการบริโภคของทั้งคนในประเทศและของโลก
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้จีนลอยตัวรอดพ้นจากวิกฤตการเงินในปี 2551 มาได้เพราะการทุ่มเงินลงทุนชนิดเกินกว่าความต้องการจริงตามขนาดของเศรษฐกิจประเทศ และผลักดันออกนอกประเทศโดยอาศัยจุดขายสำคัญอยู่ที่ความเป็นสินค้าราคาถูก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้างต้นได้เริ่มทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยคาใจแล้วว่า สินค้าและบริการจากการลงทุนเกินจริงที่ผลิตขึ้นมาได้ในตลาดจะนำไปขายให้แก่ใคร ท่ามกลางการเติบโตของประเทศที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐหรือยุโรปที่ยังคงชะลอตัว
ยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่การผลิตส่วนเกินจะส่งผลเสียต่อกำไรสุทธิขององค์กร ปริมาณการจ้างงาน และความสัมพันธ์ทางการค้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตระหว่างประเทศ
ด้านผลกระทบสุดท้ายที่มีต่อเศรษฐกิจโลกก็คือความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียกำลังการบริโภคสินค้าในตลาดโลก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัว จะทำให้บรรดาบริษัทองค์กรต่างๆ หันมาลดต้นทุน ซึ่งรวมถึงการปลดคนงานแบบที่บริษัทใหญ่ชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันการที่ภาครัฐลดหรือเลิกแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำให้แรงงานในภาคต่างๆ เช่น ภาคการก่อสร้างกลายเป็นคนตกงานแทบจะในทันที
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่ประชากรของประเทศที่คิดเป็นสัดส่วนมากเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ลดความต้องการบริโภคสินค้าลง ย่อมหมายความว่า การนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออีกหลายประเทศที่หวังจะใช้การส่งออกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลักดันให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งหนักแน่นอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์ข้างต้นทำให้จีนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการนำเข้าและการส่งออกของประเทศ และเพื่อรักษาระดับดุลการค้าให้เกินดุลต่อไป หมายความว่าจีนจะต้องลดการนำเข้าและส่งออกให้มากขึ้น ในระหว่างที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างช้าๆ เพื่อลดความไม่พอใจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวจนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจจีนมีขนาดสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพีโลก ทำให้เมื่อจีนปรับแผนกระตุ้นเพื่อรักษาดุลการค้าให้เกินดุล ซึ่งหมายถึงการชะลอการบริโภคสินค้าลดการนำเข้า ย่อมส่งผลต่อการใช้จ่ายในตลาดโลกเช่นกัน
หรืออาจเปรียบเทียบได้โดยคร่าวๆ ก็คือ หากจีนลดการใช้แร่เหล็กหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ จะหมายถึงบรรดาบริษัทเหมืองแร่ในออสเตรเลียจะใช้จ่ายหรือใช้บริการการเงินในอังกฤษน้อยลง ขณะที่เหล่าแรงงานโรงงานในเยอรมนีก็จะซื้อสินค้าน้อยลง
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของจีนมาอย่างต่อเนื่องต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวจะทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดโลกค่อยๆ ลดลง ประหนึ่งอาการของโรคโลหิตจาง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจก่อชนวนให้เกิดความระหองระแหงในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศอีกทอดหนึ่ง
มองในแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งซึ่งหวังจะให้กำลังใจจีน และบรรเทาความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาด ต่างกล่าวว่า การเติบโตที่เชื่องช้าลงในจีนครั้งนี้เป็นผลจากความตั้งใจของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน ซึ่งเป็นวิธีที่รังแต่จะก่อหนี้ไม่จบไม่สิ้น แล้วหันมาใช้การบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เพื่อช่วยให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่มองในอีกแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งจากหลายสำนักกลับอดปริวิตกไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของจีนที่เกือบทุกประเทศยึดเป็นตลาดส่งออกหลักหลังสหรัฐและยุโรปซบเซาหนัก การที่เศรษฐกิจจีนจะลดระดับความร้อนแรงเหลือการเติบโตเพียงประมาณ 7.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่เวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ย่อมส่งผลกระทบที่ยากจะหนีได้พ้นต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 2556 นี้
ทั้งนี้ ภาคที่จะได้รับผลกระทบในอันดับต้นๆ จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวก็คือ ภาคตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอย่างเหล็กและทองแดง ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในหลายๆ ประเทศ
ลอเรนซ์ ไนท์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษ รายงานว่า ภาคการก่อสร้างของจีนที่เติบโตพุ่งพรวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากนโยบายกระตุ้นทุ่มเงินลงทุนของรัฐบาลแดนมังกร ได้กลายเป็นตลาดหลักที่สำคัญของสินค้าจำพวกสินค้าเหมืองแร่ เช่น เหล็ก โดยมีการนำเข้าเหล็กเพื่อใช้ในแวดวงก่อสร้างในปริมาณมหาศาลจนทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่ ริน ทินโต หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการเหมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกประเมินความต้องการบริโภคสินค้าแร่ของจีนไว้ว่า ในปี 2555 จีนใช้แร่เหล็กสูงถึง 2 ใน 3 ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมด ส่วนความต้องการแร่อะลูมิเนียมมีสูงถึง 45% และแร่ทองแดงสูงถึง 42% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจากปี 2543 ราว 12-13%
ดังนั้น แนวโน้มปริมาณความต้องการสินค้าเหมืองแร่ของจีนที่ลดลงจากเดิม ย่อมส่งผลให้แร่เหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียมที่ผลิตมีปริมาณล้นเหลือมากมายในตลาด จนทำให้ราคาของสินค้าที่ว่ามานี้มีราคาถูกลงจนน่าใจหาย ยืนยันได้จากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในขณะนี้ที่เริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ราคาของทองแดงที่ปรับลดลงเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์การเติบโตของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวเพื่อมุ่งปรับสมดุลเศรษฐกิจ บรรดาบริษัทเหมืองทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ทำราคาและให้ผลตอบแทนได้ดีในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เอฟทีเอสอี 100 ในประเทศอังกฤษ จะประสบปัญหาชวนปวดหัวทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวร้ายของการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวยังส่งผลต่อนานาประเทศที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น บราซิล ชิลี หลายประเทศในภูมิภาคแอฟริกา รัสเซีย คาซัคสถาน แคนาดา และออสเตรเลีย
สำหรับผลกระทบต่อมาที่การชะลอตัวของจีนจะมีต่อเศรษฐกิจโลกคือการผลิตส่วนเกินที่มีมากเกินไป และเกินกว่าความต้องการบริโภคของทั้งคนในประเทศและของโลก
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้จีนลอยตัวรอดพ้นจากวิกฤตการเงินในปี 2551 มาได้เพราะการทุ่มเงินลงทุนชนิดเกินกว่าความต้องการจริงตามขนาดของเศรษฐกิจประเทศ และผลักดันออกนอกประเทศโดยอาศัยจุดขายสำคัญอยู่ที่ความเป็นสินค้าราคาถูก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้างต้นได้เริ่มทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยคาใจแล้วว่า สินค้าและบริการจากการลงทุนเกินจริงที่ผลิตขึ้นมาได้ในตลาดจะนำไปขายให้แก่ใคร ท่ามกลางการเติบโตของประเทศที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐหรือยุโรปที่ยังคงชะลอตัว
ยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่การผลิตส่วนเกินจะส่งผลเสียต่อกำไรสุทธิขององค์กร ปริมาณการจ้างงาน และความสัมพันธ์ทางการค้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตระหว่างประเทศ
ด้านผลกระทบสุดท้ายที่มีต่อเศรษฐกิจโลกก็คือความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียกำลังการบริโภคสินค้าในตลาดโลก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัว จะทำให้บรรดาบริษัทองค์กรต่างๆ หันมาลดต้นทุน ซึ่งรวมถึงการปลดคนงานแบบที่บริษัทใหญ่ชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันการที่ภาครัฐลดหรือเลิกแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำให้แรงงานในภาคต่างๆ เช่น ภาคการก่อสร้างกลายเป็นคนตกงานแทบจะในทันที
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่ประชากรของประเทศที่คิดเป็นสัดส่วนมากเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ลดความต้องการบริโภคสินค้าลง ย่อมหมายความว่า การนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออีกหลายประเทศที่หวังจะใช้การส่งออกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลักดันให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งหนักแน่นอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์ข้างต้นทำให้จีนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการนำเข้าและการส่งออกของประเทศ และเพื่อรักษาระดับดุลการค้าให้เกินดุลต่อไป หมายความว่าจีนจะต้องลดการนำเข้าและส่งออกให้มากขึ้น ในระหว่างที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างช้าๆ เพื่อลดความไม่พอใจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวจนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจจีนมีขนาดสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพีโลก ทำให้เมื่อจีนปรับแผนกระตุ้นเพื่อรักษาดุลการค้าให้เกินดุล ซึ่งหมายถึงการชะลอการบริโภคสินค้าลดการนำเข้า ย่อมส่งผลต่อการใช้จ่ายในตลาดโลกเช่นกัน
หรืออาจเปรียบเทียบได้โดยคร่าวๆ ก็คือ หากจีนลดการใช้แร่เหล็กหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ จะหมายถึงบรรดาบริษัทเหมืองแร่ในออสเตรเลียจะใช้จ่ายหรือใช้บริการการเงินในอังกฤษน้อยลง ขณะที่เหล่าแรงงานโรงงานในเยอรมนีก็จะซื้อสินค้าน้อยลง
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของจีนมาอย่างต่อเนื่องต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวจะทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดโลกค่อยๆ ลดลง ประหนึ่งอาการของโรคโลหิตจาง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจก่อชนวนให้เกิดความระหองระแหงในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศอีกทอดหนึ่ง
บาทเปิด 31.27/29 อ่อนค่าต่อ
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย รายงาน เงินบาทเปิด 31.27/29 อ่อนค่าต่อ กังวลเศรษฐกิจชะลอตัว-ห่วงการเมือง
นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 31.27/29 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.24/26 บาท/ดอลลาร์ แนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลงและความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเปิดประชุมสภาฯ โดยเมื่อเวลา 09.00 น.เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.35/37 บาท/ดอลลาร์
"แนวโน้มอ่อนค่าจากปัญหาตัวเลขเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมืองที่ตลาดกังวล" นักบริหารเงิน กล่าว
ขณะเดียวกันตลาดยังรอดูผลประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) ที่ออกมาจะเป็นอย่างไรบ้าง
นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 31.27/29 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.24/26 บาท/ดอลลาร์ แนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลงและความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเปิดประชุมสภาฯ โดยเมื่อเวลา 09.00 น.เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.35/37 บาท/ดอลลาร์
"แนวโน้มอ่อนค่าจากปัญหาตัวเลขเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมืองที่ตลาดกังวล" นักบริหารเงิน กล่าว
ขณะเดียวกันตลาดยังรอดูผลประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) ที่ออกมาจะเป็นอย่างไรบ้าง
ปั่นป่วน!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 30 ก.ค.56 ปิดที่ 1,435.44 จุด ลดลง 18.84 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 31,201.55 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 44.95 ล้านบาท
หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด JAS ปิด 8.15 บาท ลบ 0.30 บาท, ADVANC ปิด 279 บาท ลบ 8 บาท, PTTGC ปิด 70 บาท ลบ 3.25 บาท, INTUCH ปิด 88 บาท ลบ 1.75 บาท และ TRUE ปิด 8.05 บาท ลบ 0.35 บาท
ตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาหัวทิ่มไม่เป็นท่า เพียงแค่ได้ยินว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ หากมีการออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาวันที่ 7 ส.ค.นี้ จนอาจเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย
ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน จะประกาศหรือไม่ประกาศ แต่ได้ป่วนตลาดและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก!!
หุ้นบวกอยู่ดีๆก็กลับดิ่งเหวลงได้...!! ดังนั้น ตลาดหุ้นช่วงนี้น่าจะซึมๆ บางวันลงลึก รอสถานการณ์การเมืองนิ่งหรือมีความชัดเจน แต่ถ้าตลาดร่วงลึกเมื่อไร ก็เป็นโอกาสเลือกซื้อหุ้นดีราคาถูก เพื่อรอตลาดกลับมาทะยานรอบใหม่ เมื่อความกลัวหมดไป
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองตลาดหุ้นยังชะลอตัว รอความชัดเจนจากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เกี่ยวกับมาตรการการลดปริมาณเชิงผ่อนคลาย (QE) ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขณะที่คาดการณ์ GDP ของสหรัฐฯจะออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เป็นปัจจัยหนุนให้เฟดยังไม่ลด QE แต่หากเฟดจะต้องลดปริมาณ QE ลงในเร็วๆนี้ มองว่านักลงทุนส่วนใหญ่รับรู้ไปในราคาระดับหนึ่งแล้ว
ขณะที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งผลของมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของจีนว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะยาวหรือไม่ รวมทั้งการตอบรับจากนักลงทุนในระยะสั้น แนะกลยุทธ์ให้ถือเพื่อรอจังหวะตลาดฟื้นตัว ด้านเทคนิคให้แนวรับไว้ที่ 1,430 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,470 จุด
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ มองว่าตลาดน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ 1,338 จุด ให้ downside risk สำหรับตลาดเดือน ส.ค.นี้ไว้แถว 1,400 จุด หากมีข่าวลบหรือปัจจัยร้ายเข้ามากระทบแรงๆ กดให้ตลาดดิ่งลง ให้เป็นจุดเข้าซื้อ แต่เลือกหุ้นรายตัวในกลุ่มหลักๆ ขณะที่ประเมินตลาดช่วงนี้ ยังคงเป็น sideway down แต่คาดว่าตลาดเดือน ก.ย.จะกลับมาดีอีกครั้ง
ด้าน บล.บัวหลวง คาดสหรัฐฯรายงาน GDP ไตรมาส 2 โต 1% จากไตรมาส 1 และโต 1.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลาดคาดไม่ส่งสัญญาณลดขนาด QE ในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้น อาจยังไม่น่ามีข่าวร้ายใหม่จากเฟด!!
หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด JAS ปิด 8.15 บาท ลบ 0.30 บาท, ADVANC ปิด 279 บาท ลบ 8 บาท, PTTGC ปิด 70 บาท ลบ 3.25 บาท, INTUCH ปิด 88 บาท ลบ 1.75 บาท และ TRUE ปิด 8.05 บาท ลบ 0.35 บาท
ตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาหัวทิ่มไม่เป็นท่า เพียงแค่ได้ยินว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ หากมีการออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาวันที่ 7 ส.ค.นี้ จนอาจเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย
ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน จะประกาศหรือไม่ประกาศ แต่ได้ป่วนตลาดและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก!!
หุ้นบวกอยู่ดีๆก็กลับดิ่งเหวลงได้...!! ดังนั้น ตลาดหุ้นช่วงนี้น่าจะซึมๆ บางวันลงลึก รอสถานการณ์การเมืองนิ่งหรือมีความชัดเจน แต่ถ้าตลาดร่วงลึกเมื่อไร ก็เป็นโอกาสเลือกซื้อหุ้นดีราคาถูก เพื่อรอตลาดกลับมาทะยานรอบใหม่ เมื่อความกลัวหมดไป
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองตลาดหุ้นยังชะลอตัว รอความชัดเจนจากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เกี่ยวกับมาตรการการลดปริมาณเชิงผ่อนคลาย (QE) ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขณะที่คาดการณ์ GDP ของสหรัฐฯจะออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เป็นปัจจัยหนุนให้เฟดยังไม่ลด QE แต่หากเฟดจะต้องลดปริมาณ QE ลงในเร็วๆนี้ มองว่านักลงทุนส่วนใหญ่รับรู้ไปในราคาระดับหนึ่งแล้ว
ขณะที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งผลของมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของจีนว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะยาวหรือไม่ รวมทั้งการตอบรับจากนักลงทุนในระยะสั้น แนะกลยุทธ์ให้ถือเพื่อรอจังหวะตลาดฟื้นตัว ด้านเทคนิคให้แนวรับไว้ที่ 1,430 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,470 จุด
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ มองว่าตลาดน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ 1,338 จุด ให้ downside risk สำหรับตลาดเดือน ส.ค.นี้ไว้แถว 1,400 จุด หากมีข่าวลบหรือปัจจัยร้ายเข้ามากระทบแรงๆ กดให้ตลาดดิ่งลง ให้เป็นจุดเข้าซื้อ แต่เลือกหุ้นรายตัวในกลุ่มหลักๆ ขณะที่ประเมินตลาดช่วงนี้ ยังคงเป็น sideway down แต่คาดว่าตลาดเดือน ก.ย.จะกลับมาดีอีกครั้ง
ด้าน บล.บัวหลวง คาดสหรัฐฯรายงาน GDP ไตรมาส 2 โต 1% จากไตรมาส 1 และโต 1.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลาดคาดไม่ส่งสัญญาณลดขนาด QE ในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้น อาจยังไม่น่ามีข่าวร้ายใหม่จากเฟด!!
หุ้นสหรัฐฯปิดผสม นักลงทุนรอผลประชุมเฟด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 30 ก.ค. ดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ปิดในแดนลบ ยกเว้นแนสแด็กที่บวกอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนกำลังรอผลการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)…
ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดการซื้อขายวันที่ 30 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงเล็กน้อย 1.38 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 15520.59 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.63 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 1685.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กบวกเพิ่ม 17.33 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 3616.47 จุด
ดัชนีดาวโจนส์และแอสแอนด์พีปิดลบต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งจะมีขึ้นในวันพุธและพฤหัสบดี ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะไม่มีตัวชี้นำใหม่ๆออกมา แต่อาจมีการบอกใบ้แนวคิดของเฟด เกี่ยวกับการชะลอการซื้อพันธบัตร
ในเวลาเดียวกัน รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ที่ลดลงเหลือ 80.3 จาก 82.1 ในเดือน มิ.ย. ถูกชดเชยด้วยรายงานราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ออกตามมา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดการซื้อขายวันที่ 30 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงเล็กน้อย 1.38 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 15520.59 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.63 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 1685.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กบวกเพิ่ม 17.33 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 3616.47 จุด
ดัชนีดาวโจนส์และแอสแอนด์พีปิดลบต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งจะมีขึ้นในวันพุธและพฤหัสบดี ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะไม่มีตัวชี้นำใหม่ๆออกมา แต่อาจมีการบอกใบ้แนวคิดของเฟด เกี่ยวกับการชะลอการซื้อพันธบัตร
ในเวลาเดียวกัน รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ที่ลดลงเหลือ 80.3 จาก 82.1 ในเดือน มิ.ย. ถูกชดเชยด้วยรายงานราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ออกตามมา
!!! ราคาทองคำวันนี้ 31 ก.ค. 2556
ราคาทองประจำวัน
ประจำวันที่
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 19,700.00 | 19,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 1,281.00 | 19,419.96 | 20,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 1,152.90 | 17,477.96 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 576.00 | 8,732.16 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 448.00 | 6,791.68 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 1,327.00 | 20,117.32 | n/a |
| ทองคำ 99.99 และ 99.50% | ราคาเปิด | ราคาปิด |
|---|---|---|
| ฮ่องกง | 12,350.00 | n/a |
| ลอนดอน AM FIX | n/a | 1,322.25 |
| ลอนดอน PM FIX | n/a | 1,324.15 |
| นิวยอร์ค | 1,325.00 | 1,325.00 |
การปรับเปลี่ยนระหว่างวัน
ประจำวันที่
| ช่วงเวลา | ทองแท่ง | ทองรูปพรรณ | ||||||
| เวลา | ครั้งที่ | รับซื้อ (บาท) | ขายออก (บาท) | รับซื้อ (บาท) | ขายออก (บาท) | Gold Spot | Baht / US$ | ขึ้น / ลง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 31/07/2556 09:26 | 1 | 19,700.00 | 19,800.00 | 19,419.96 | 20,200.00 | 1,333.50 | 31.35 | 200 |
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
พยัคฆ์ร้าย007
ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบซึ่งก็เข้าสู่วันที่
7 แล้ว (นับถอยหลังได้แล้วนะครับ เดี๋ยวจะชวดโอกาสทำกำไรกัน) และขณะนี้เส้นความเคลื่อนไหวเฉลี่ยอย่างน้อย
3 เส้น (21,50และ100periods)
ได้เริ่มกระจุกเข้าหากันแล้ว (กราฟรายชั่วโมง)
เป็นสัญญาณบ่งชี้สอดคล้องกันว่าผู้อ่านและนักลงทุนทุกท่านกำลังจะเห็นการ Breakout
เร็วๆนี้ โดยต้นตลาด ตลาดได้มีการเข้าซื้อเล็กๆเข้าทดสอบแนวต้านเล็กๆแถวบริเวณเส้นความเคลื่อนไหวเฉลี่ยทั้ง
3 เส้นซึ่งกระจุกตัวกันอยู่ดังกล่าวแต่หลายชั่วโมงก็ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ส่งให้มีแรงเทขายเข้ามาอีกระลอกและกดราคาทองคำเข้าทดสอบแนวรับแถวบริเวณเส้นความเคลื่อนไหวเฉลี่ย
200periods ในกราฟรายชั่วโมง
ถ้าราคาทองคำรูดลงไปก่อนคงน่าเสียดายพอสมควรเพราะยังคงมีข่าวใหญ่ข่าวสำคัญอีกมากมายอยู่ข้างหน้า
ไม่ว่าจะเป็น GDP ประจำไตรมาสที่ 2 (Adv) ของสหรัฐฯ การประชุม FOMC และสุดท้ายการรายงานตัวเลขการจ้างงานใหญ่ของสหรัฐฯในวันศุกร์
(รอก่อนเถอะนะ ขอร้อง ผู้เขียนอยากได้ของแต่งห้องนอนสำหรับบ้านใหม่สวยๆซะหน่อย) Sentiment
วันนี้ถือว่า Neutral to slightly bearish กลยุทธ์วันนี้ผ่านไป
1 รอบ คือ การเข้าขายตามสูตรที่ผู้เขียนบอกไปเบื้องต้น ส่วนปัจจุบันนี้สำหรับ Aggressive
investors (Bulls) หาจังหวะเข้าซื้อใกล้หรือแถวบริเวณเส้นความเคลื่อนไหวเฉลี่ย
200periods โดยวาง Stop loss orders ใต้ลงมา
โดยอาจเข้าลงทุนไม่มากนักเพราะถือว่าสวนกระแสนิดนึง ส่วน Conservative
investors อาจต้องรอไปจนถึงผลของตัวเลขในสหรัฐฯและเข้าซื้อขายตามผลของตัวเลขนั้นแบบสั้นๆ
แต่ถ้าราคาทองคำรูดหลุดแนวรับดังกล่าวข้างต้นลงมาก่อนผลของตัวเลขอย่างนี้ก็ไม่ต้องห่วงอะไร
ถ้ามีการคลอดก่อนกำหนดจริงแล้วปิดฝังที่ Low ได้
พรุ่งนี้ค่อยมาหาจังหวะดักขายก็ได้ นอกจากแนวรับที่เส้นความเคลื่อนไหวเฉลี่ย 200periods
แล้วก็ยังมีแนวรับอื่นๆอีกนะครับ ไม่ใช่ที่เดียว คือ แถวบริเวณ 1312
ไปจนถึง 1308 ส่วนผู้เขียนช่วงนี้ค่อนข้างยุ่งไม่ได้เข้าลงทุนเลย
แถมต้องทำการบ้านสำหรับวันศุกร์นี้อีก จึงคงรอผลของตัวเลขดีกว่าครับ
และถ้ามีโอกาสก็คงลงทุนสั้นๆเท่านั้น แต่จริงๆอยากเข้าดักขายแถวบริเวณโซนบนมากกว่าซึ่งก็คงไม่มีอาสแล้ววันนี้เพราะผู้เขียนมักดูที่ต้นตลาดกรณีดักขาย
ก็คือ ต้นตลาดตลาดเข้าทดสอบด้านบนก่อนและยังคงอยู่ในกรอบ จึงเข้าขาย
แต่นี่ตลาดได้ลงมาด้านล่างแล้ว Step ต่อไปก็คือ
จะรูดลงต่อเลย หรือ ดีดตัวกลับ
สมมุติว่าดีดตัวกลับขึ้นไปโซนบนอย่างนี้ผู้เขียนไม่เข้าขายแต่จะไปรออีกวัน เขียนอธิบายยืดยาวไม่ทราบว่าเข้าใจกันบ้างหรือเปล่า
กลยุทธ์นี้อยู่ในหลักสูตรขั้น Advance หน่อยๆครับ
เมื่อไหร่เจอกันจะอธิบายให้ละเอียดอีกครั้ง
ขอให้ผู้อ่านและนักลงทุนทุกท่านโชคดีครับ
European Data Watch for July 30, 2013
EURO-ZONE ECONOMIC CALENDAR
The Spanish GDP (2Q A) report kicked off the day on a positive note, with the yearly figure beating expectations by one-tenth of a percent but the Euro has only seen a mild reaction thus far.
Nevertheless, given the uptick in peripheral Euro-Zone data the past few weeks, a miss here would have had bigger consequences to the downside than what is being seen on a beat to the upside.
With the ECB meeting on Thursday, the July German inflation data due out today stands to be of importance as well, considering that Germany has been an opponent to further monetary easing by the ECB.
The uptick in short-term inflation (m/m) gives hope that the region may be finding a bottom in growth. Although a moderation is expected on the yearly figures, these are unlikely to weigh materially on the Euro.
UK ECONOMIC CALENDAR
Although technically on Tuesday’s calendar, the British data due today, given its late schedule, will be released at the start of the Asian session on Wednesday. Nevertheless, the uptick in British data since late-May is expected to continue, with the GfK Consumer Confidence survey (JUL) forecasted to rise to -19, the highest level since October 2010.
While the print shouldn’t spur any excess volatility – nor should it spur a major bullish reaction by the British Pound – it will underscore and cement the recent uptrend of data, which at least insulates Sterling bulls’ confidence.
SWISS ECONOMIC CALENDAR
There are no data on the Swiss Franc economic calendar for Tuesday, July 30.
See the DailyFX Economic Calendar for a full list, timetable, and consensus forecasts for upcoming economic indicators. Want the forecasts to appear right on your charts? Download the DailyFX News App.
--- Written by Christopher Vecchio, Currency Analyst
STOCK MARKET UPDATE
Major Averages Register Modest Losses
29-Jul-13 16:10 ET
Dow -36.86 at 15521.97, Nasdaq -14.02 at 3599.14, S&P -6.32 at 1685.33
[BRIEFING.COM] The S&P 500 settled lower by 0.4% as seven of ten sectors registered losses. Equities began the session in negative territory after the third consecutive decline ...
Crude Oil Sheds 0.1%, Closing at $105.31/Barrel
29-Jul-13 15:35 ET
Dow -27.22 at 15531.61, Nasdaq -9.29 at 3603.88, S&P -4.36 at 1687.29
[BRIEFING.COM] Sep crude oil rose to a session high of $105.31 per barrel but slipped to a session low of $104.05 per barrel later in morning action. The energy component ...
Dollar Index Little Changed
29-Jul-13 14:55 ET
Dow -24.44 at 15534.39, Nasdaq -7.35 at 3605.82, S&P -4.03 at 1687.62
[BRIEFING.COM] The S&P 500 trades lower by 0.2% as today's session enters its final hour. Similar to equities, the foreign exchange market has been quiet today. Currently, ...
S&P 500 Narrows Loss
29-Jul-13 14:30 ET
Dow -21.37 at 15537.46, Nasdaq -6.44 at 3606.73, S&P -3.86 at 1687.79
[BRIEFING.COM] Recent action saw the S&P 500 accelerate its rebound off session lows. The benchmark index has trimmed its loss to 0.2% as the technology sector climbed into positive territory. ...
Dow Leads While Russell Lags
29-Jul-13 14:00 ET
Dow -44.67 at 15514.16, Nasdaq -11.99 at 3601.18, S&P -6.53 at 1685.12
[BRIEFING.COM] Quiet afternoon action continues with the major averages hovering just above their lows. The Dow (-0.3%) is the top performing index while the small cap Russell 2000 (-0.7%) brings ...
Read more: http://www.briefing.com/investor/markets/stock-market-update/#ixzz2aW0SBDmX
WEEKLY WRAP
26-Jul-13 16:52 ET
The S&P 500 staged a notable comeback effort on Friday, but missed its fifth straight winning week by the hair of its...
19-Jul-13 17:04 ET
Dow -4.80 at 15543.74, Nasdaq -23.66 at 3587.61, S&P +2.72 at 1692.09 Today's session featured disappointing earnings...
12-Jul-13 17:06 ET
Dow +3.38 at 15464.3, Nasdaq +21.78 at 3600.08, S&P +5.17 at 1680.19 The major averages registered gains after a...
05-Jul-13 16:30 ET
Dow +147.29 at 15135.84, Nasdaq +35.71 at 3479.38, S&P +16.48 at 1631.89The major averages entered the weekend on a...
28-Jun-13 16:47 ET
Dow -114.89 at 14909.6, Nasdaq +1.38 at 3403.25, S&P -6.92 at 1606.28Stocks concluded their down week on a lower note... | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Read more: http://www.briefing.com/investor/markets/weekly-wrap/#ixzz2aVweNiYR
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)