ถือเป็นสถานการณ์ที่หลีกไม่พ้นเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วกับแนวโน้มทิศทางการเติบโตของจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเดินหน้าชะลอตัวช้าลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบัน หลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่หลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินในสหรัฐ วิกฤตหนี้ในยุโรป และวิกฤตเงินฝืดในญี่ปุ่น
มองในแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งซึ่งหวังจะให้กำลังใจจีน และบรรเทาความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาด ต่างกล่าวว่า การเติบโตที่เชื่องช้าลงในจีนครั้งนี้เป็นผลจากความตั้งใจของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน ซึ่งเป็นวิธีที่รังแต่จะก่อหนี้ไม่จบไม่สิ้น แล้วหันมาใช้การบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เพื่อช่วยให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่มองในอีกแง่หนึ่ง นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งจากหลายสำนักกลับอดปริวิตกไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของจีนที่เกือบทุกประเทศยึดเป็นตลาดส่งออกหลักหลังสหรัฐและยุโรปซบเซาหนัก การที่เศรษฐกิจจีนจะลดระดับความร้อนแรงเหลือการเติบโตเพียงประมาณ 7.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่เวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ย่อมส่งผลกระทบที่ยากจะหนีได้พ้นต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 2556 นี้
ทั้งนี้ ภาคที่จะได้รับผลกระทบในอันดับต้นๆ จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวก็คือ ภาคตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอย่างเหล็กและทองแดง ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในหลายๆ ประเทศ
ลอเรนซ์ ไนท์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษ รายงานว่า ภาคการก่อสร้างของจีนที่เติบโตพุ่งพรวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากนโยบายกระตุ้นทุ่มเงินลงทุนของรัฐบาลแดนมังกร ได้กลายเป็นตลาดหลักที่สำคัญของสินค้าจำพวกสินค้าเหมืองแร่ เช่น เหล็ก โดยมีการนำเข้าเหล็กเพื่อใช้ในแวดวงก่อสร้างในปริมาณมหาศาลจนทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่ ริน ทินโต หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการเหมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกประเมินความต้องการบริโภคสินค้าแร่ของจีนไว้ว่า ในปี 2555 จีนใช้แร่เหล็กสูงถึง 2 ใน 3 ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมด ส่วนความต้องการแร่อะลูมิเนียมมีสูงถึง 45% และแร่ทองแดงสูงถึง 42% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจากปี 2543 ราว 12-13%
ดังนั้น แนวโน้มปริมาณความต้องการสินค้าเหมืองแร่ของจีนที่ลดลงจากเดิม ย่อมส่งผลให้แร่เหล็ก ทองแดง หรืออะลูมิเนียมที่ผลิตมีปริมาณล้นเหลือมากมายในตลาด จนทำให้ราคาของสินค้าที่ว่ามานี้มีราคาถูกลงจนน่าใจหาย ยืนยันได้จากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในขณะนี้ที่เริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ราคาของทองแดงที่ปรับลดลงเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์การเติบโตของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวเพื่อมุ่งปรับสมดุลเศรษฐกิจ บรรดาบริษัทเหมืองทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ทำราคาและให้ผลตอบแทนได้ดีในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เอฟทีเอสอี 100 ในประเทศอังกฤษ จะประสบปัญหาชวนปวดหัวทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวร้ายของการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวยังส่งผลต่อนานาประเทศที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น บราซิล ชิลี หลายประเทศในภูมิภาคแอฟริกา รัสเซีย คาซัคสถาน แคนาดา และออสเตรเลีย
สำหรับผลกระทบต่อมาที่การชะลอตัวของจีนจะมีต่อเศรษฐกิจโลกคือการผลิตส่วนเกินที่มีมากเกินไป และเกินกว่าความต้องการบริโภคของทั้งคนในประเทศและของโลก
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้จีนลอยตัวรอดพ้นจากวิกฤตการเงินในปี 2551 มาได้เพราะการทุ่มเงินลงทุนชนิดเกินกว่าความต้องการจริงตามขนาดของเศรษฐกิจประเทศ และผลักดันออกนอกประเทศโดยอาศัยจุดขายสำคัญอยู่ที่ความเป็นสินค้าราคาถูก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้างต้นได้เริ่มทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยคาใจแล้วว่า สินค้าและบริการจากการลงทุนเกินจริงที่ผลิตขึ้นมาได้ในตลาดจะนำไปขายให้แก่ใคร ท่ามกลางการเติบโตของประเทศที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐหรือยุโรปที่ยังคงชะลอตัว
ยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่การผลิตส่วนเกินจะส่งผลเสียต่อกำไรสุทธิขององค์กร ปริมาณการจ้างงาน และความสัมพันธ์ทางการค้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตระหว่างประเทศ
ด้านผลกระทบสุดท้ายที่มีต่อเศรษฐกิจโลกก็คือความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียกำลังการบริโภคสินค้าในตลาดโลก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัว จะทำให้บรรดาบริษัทองค์กรต่างๆ หันมาลดต้นทุน ซึ่งรวมถึงการปลดคนงานแบบที่บริษัทใหญ่ชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันการที่ภาครัฐลดหรือเลิกแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจยังทำให้แรงงานในภาคต่างๆ เช่น ภาคการก่อสร้างกลายเป็นคนตกงานแทบจะในทันที
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่ประชากรของประเทศที่คิดเป็นสัดส่วนมากเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ลดความต้องการบริโภคสินค้าลง ย่อมหมายความว่า การนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออีกหลายประเทศที่หวังจะใช้การส่งออกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลักดันให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งหนักแน่นอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์ข้างต้นทำให้จีนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการนำเข้าและการส่งออกของประเทศ และเพื่อรักษาระดับดุลการค้าให้เกินดุลต่อไป หมายความว่าจีนจะต้องลดการนำเข้าและส่งออกให้มากขึ้น ในระหว่างที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างช้าๆ เพื่อลดความไม่พอใจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวจนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจจีนมีขนาดสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพีโลก ทำให้เมื่อจีนปรับแผนกระตุ้นเพื่อรักษาดุลการค้าให้เกินดุล ซึ่งหมายถึงการชะลอการบริโภคสินค้าลดการนำเข้า ย่อมส่งผลต่อการใช้จ่ายในตลาดโลกเช่นกัน
หรืออาจเปรียบเทียบได้โดยคร่าวๆ ก็คือ หากจีนลดการใช้แร่เหล็กหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ จะหมายถึงบรรดาบริษัทเหมืองแร่ในออสเตรเลียจะใช้จ่ายหรือใช้บริการการเงินในอังกฤษน้อยลง ขณะที่เหล่าแรงงานโรงงานในเยอรมนีก็จะซื้อสินค้าน้อยลง
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของจีนมาอย่างต่อเนื่องต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวจะทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดโลกค่อยๆ ลดลง ประหนึ่งอาการของโรคโลหิตจาง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจก่อชนวนให้เกิดความระหองระแหงในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศอีกทอดหนึ่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น