วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รอรายงานก่อนถล่มซีเรียจีนโดดขวาง-รัสเซียขยับ

วอชิงตัน/ดามัสกัส * สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกยังไม่กดปุ่มถล่มซีเรีย รอความชอบ ธรรมจากรายงานคณะตรวจสอบของยูเอ็นที่จะเดินทางออกจากกรุงดามัสกัสในสุดสัปดาห์นี้ "บัน กีมูน" ขอให้หลีกเลี่ยงการ ใช้กำลังทหาร แต่ย้ำผู้ใช้อาวุธเคมีต้องรับ ผิดชอบ ด้านอัลอัสซาดประกาศสู้ ขณะที่รัสเซียซุ่มเงียบเคลื่อนเรือรบสู่เมดิเตอร์เรเนียน จีนเตือนสหรัฐอย่าทำตัวเป็นศาล

สถานการณ์ในซีเรียยังคงอยู่ในขั้นวิกฤติและเป็นที่น่าจับตาว่าการแทรกแซงโดยกำลังทหารจากชาติตะวันตกจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ล่าสุด นายบัน กีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า คณะตรวจสอบของยูเอ็นจะเดินทางออกจากซีเรียในสุดสัปดาห์นี้เพื่อรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ามีการใช้อาวุธเคมีจนนำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมากจริงหรือไม่ ทำให้สหรัฐและชาติพันธมิตรยังไม่ออกคำสั่งโจมตีซีเรีย

เลขาธิการยูเอ็นยังได้ร้องขอให้มหา อำนาจทั้งหลายทำงานร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารกับซีเรีย ประเทศที่เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศมาแล้วเป็นเวลา 29 เดือน และมีผู้เสียชีวิตตามรายงานของยูเอ็นแล้วประมาณ 1 แสนคน และอีกหลายล้านคนไร้ที่อยู่

"ควรให้โอกาสกับวิถีทางทางการทูต ควรให้โอกาสกับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะโดยฝ่ายใด ด้วยเหตุผลใด และสถานการณ์แบบใด ย่อมเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และผู้กระทำต้องรับผิดชอบ" บัน กีมูน กล่าว

ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของรัฐบาลกรุงดามัสกัสได้เตือนการแทรกแซงของชาติตะวันตกว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวายทั่วทั้งภูมิภาค และมีรายงานว่ารัสเซียเองกำลังส่งกองเรือรบไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนจีนโดยสื่อของรัฐได้เตือนว่าการโจมตีซีเรียเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล การกระทำเช่นนั้นของสหรัฐและชาติพันธมิตรราวกับว่าพวกเขาคือศาล คณะลูกขุนและเพชฌฆาตเสียเอง ขณะที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวประณามแผนการใช้กำลังต่อซีเรียของชาติตะวันตก ว่าเป็นการทำลายล้างภูมิภาคอาหรับที่ขณะนี้เป็นเหมือนดินแดนแห่งดินปืน

ฝั่งของพันธมิตรชาติตะวันตก นอก จากสหรัฐที่เรือรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำตำแหน่งพร้อมโจมตีแล้ว สหราชอาณาจักรเองก็ส่งเครื่องบินรบไปยังฐานทัพบนเกาะไซปรัส ที่ห่างจากฝั่งซีเรียไม่ถึง 200 กิโลเมตรแล้วเช่นกัน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านซีเรียอย่างอิสราเอลได้เตรียมการรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นด้วยการเรียกทหารกองหนุนเข้าประจำการ ส่วนพลเมืองก็เข้าคิวกันซื้อหน้ากากกันแก๊สพิษยาวเหยียด ขณะที่ตุรกีก็เพิ่มระดับการเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด

แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ประ ธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ได้ออกมาประกาศว่าซีเรียจะเอาชนะในการเผชิญหน้ากับสหรัฐได้อย่างแน่นอน หนังสือพิมพ์อัล-อัคบาร์ ระบุว่า ประธานาธิบดีซีเรียได้กล่าวต่อเจ้าหน้าที่ของเขาว่า ตั้งแต่มีวิกฤติขึ้น ซีเรียได้เฝ้ารอให้ศัตรูที่แท้จริงเปิดเผยโฉมหน้ามานานแล้ว

"เราจะเผชิญหน้าด้วยความกล้าหาญ และเราจะมีชัย" หนังสือพิมพ์ระบุคำพูดของนายอัลอัสซาด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายว่า ขณะนี้ในกรุงดามัสกัส บรรดาทหารถูกเรียกให้ถอนออกจากจุดประจำการณ์ และตั้งด่านรักษาความปลอดภัยที่เหนียวแน่นขึ้นตามจุดต่างๆ บนถนนและโรงพยาบาล เพื่อเป็นการเตรียมตัวรับมือการโจมตีของสหรัฐและชาติพันธมิตร

ส่วนความเคลื่อนไหวที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร มีการเรียกประชุมสภาฯ เพื่อลงมติตอบโต้การกระทำของรัฐบาลซีเรีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายเดวิด คาเมรอน ยอมรับว่าจะไม่มีการโจมตีจากกองทัพอังกฤษจนกว่ารายงานผลการตรวจสอบอาวุธเคมีออกมาเสียก่อน

ด้านนายบารัค โอบามา ประธานา ธิบดีสหรัฐ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติ ภาพ ยืนยันว่ายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะใช้แผน การทางทหารถล่มซีเรีย และว่าปฏิกิริยาของสหรัฐจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังซีเรียว่าไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก และไม่ได้เป็นเพียงข้อความที่จะมีถึงเฉพาะซีเรียเท่านั้น แต่เป็นการส่งไปยังชาติอื่นทั่วโลก

"เราต้องทำให้เป็นหลักประกันว่าเมื่อมีบางประเทศฝ่าฝืนกฎการใช้อาวุธของนานาชาติ เช่น การใช้อาวุธเคมี ซึ่งอาจเป็นการคุกคามต่อเราได้ ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ" โอบามากล่าว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าสหรัฐอาจไม่เคารพมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่รัสเซียและจีนคือชาติสมาชิกที่ใช้สิทธิ์วีโตมาโดยตลอด.

รัสเซียตัดใจ ทำลาย S-300 ที่จะขายให้อิหร่านแล้ว

รัสเซียทนความกดดันจากชาติตะวันตกไม่ไหว เดินหน้าทำลายอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะขายให้อิหร่านแล้ว

วานนี้ (29 ส.ค.) สื่อต่างประเทศ รายงาน ทางการรัสเซีย ออกมายืนยันว่า รัสเซียได้ทำลายอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธทางอากาศรุ่น เอส-300 (S-300) ที่ได้ทำข้อตกลงจะขายอุปกรณ์ดังกล่าวมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท ให้แก่อิหร่านไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ทางการรัสเซียยังแถลงยืนยันด้วยว่าจะไม่มีการส่งอาวุธไปยังอิหร่านอีกในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน หลังจากรัสเซียถูกกดดันอย่างหนักจากบรรดาชาติตะวันตกที่วิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องโครงการทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน

                                   รัสเซียตัดใจ ทำลาย S-300 ที่จะขายให้อิหร่านแล้ว

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์แข็งรับคาดการณ์เฟดลด QE หลังข้อมูลศก. สหรัฐสดใส

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ส.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 98.26 เยน จากระดับของวันพุธที่ 97.69 เยน และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9308 ฟรังค์ จากระดับ 0.9217 ฟรังค์

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.3244 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.3339 ดอลลาร์สหรัฐ เงินปอนด์อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5499 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5527 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.8933 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.8943

ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดอาจจะตัดสินใจลดขนาด QE หลังจากมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการครั้งที่สองของจีดีพีที่แท้จริงประจำไตรมาส 2/2556 ขยายตัว 2.5% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 2.2% และมากกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแรกที่ระบุว่าขยายตัว 1.7% เพราะได้แรงหนุนจากยอดส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และจากการที่บริษัทเอกชนปรับเพิ่มสต็อกสินค้าคงคลัง

ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 24 ส.ค. ร่วงลง 6,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 331,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 332,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 336,000 ราย สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานของสหรัฐมีความแข็งแกร่งในเดือนส.ค.

นักลงทุนจับตาดูรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงท้ายเดือนส.ค.ในวันนี้เวลา 20.55 น.ตามเวลาไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐจะอยู่ที่ 80.5 ในช่วงท้ายเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นจาก 80.0 ในช่วงต้นเดือนส.ค.

ปธ.เฟดริชมอนด์ชี้ตลาดแรงงานดีขึ้นส่งสัญญาณเฟดควรเริ่มลดซื้อบอนด์

นายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดควรเริ่มชะลอแผนการซื้อพันธบัตรในเร็วๆนี้ เมื่อพิจารณาจากตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

นายแลคเกอร์ระบุว่า เมื่อเฟดเริ่มดำเนินโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เฟดระบุว่าจะซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่องจนกว่าแนวโน้มตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในขณะนี้ ตลาดแรงงานสหรัฐได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่า อัตราว่างงานของสหรัฐในเดือนก.ค.ลดลงแตะ 7.4% จาก 7.6% ในเดือนมิ.ย. และนับว่าปรับตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 7.8% ในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดประกาศมาตรการซื้อพันธบัตรรอบล่าสุด

การแสดงความคิดเห็นของประธานเฟดริชมอนด์มีขึ้น ก่อนที่เฟดจะประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 17-18 ก.ย. ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเริ่มชะลอมาตรการซื้อพันธบัตรวงเงิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่เจ้าหน้าเฟดยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นกำหนดเวลาและสัดส่วนในการลดแผนซื้อพันธบัตรดังกล่าว

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แนวโน้มวันที่ 29 สิงหาคม 2556

ราคาทองคำตลาดโลกทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ ในการโจมตีทางทหารโดยชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐต่อกองกำลังของ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดแห่งซีเรีย มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นว่าการโจมตีซีเรียจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ ขณะที่ประเทศจำนวนมากรวมถึงอังกฤษ, ฝรั่งเศส, แคนาดาและสันนิบาตอาหรับเข้าร่วมกับสหรัฐในการเรียกร้องให้มีการโจมตีกองกำลังของรัฐบาลซีเรีย ทั้งนี้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเมื่อรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง พร้อมที่จะโจมตีซีเรียหากประธานาธิบดี บารัค โอบามา สั่งการ ได้กระตุ้นให้นักลงทุนพากันเข้าซื้อทองในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะที่การโจมตีของชาติตะวันตกต่อซีเรียอาจเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ส่งผลให้ราคาโลหะเงินและพัลลาเดียมรวมถึงราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ประกอบกับราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟระบุว่า ตุรกี รัสเซีย และอาเซอร์ไบจาน ได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยธนาคารกลางตุรกีได้เพิ่มการถือครองทองคำอีก 22.5 ตัน นับเป็นการเพิ่มการสำรองทองคำค่อนข้างมากจากเดือนก่อนหน้า โดยถือครองทองคำสำรองที่ระดับ 464 ตันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้เพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำ เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่าหากราคาทองคำได้ดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,435-1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ แต่หากสามารถผ่านไปได้ ราคาทองคำจะเผชิญแนวต้านสำคัญที่ 1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำจะมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวออกด้านข้าง เบื้องต้นประเมินว่าหากราคาสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,410 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในลักษณะ sideway up อย่างไรก็ตามเมื่อราคาขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านไปได้แนะนำขายทำกำไรบางส่วน และแนะนำนักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคามีการย่อตัวเข้าใกล้บริเวณแนวรับ 1,410 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาไม่หลุดแนวรับราคาทองคำยังมีโอกาสแกว่งตัวออกด้านข้างและขยับขึ้นต่อไป

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ 1,410 (21,500บาท) 1,400 (21,350บาท) 1,390 (21,200บาท)
แนวต้าน 1,440 (21,960บาท) 1,450 (22,110บาท) 1,460 (22,270บาท)
GOLD FUTURES (GFQ13)
แนวรับ 1,410 (21,650บาท) 1,400 (21,500บาท) 1,390 (21,350บาท)
แนวต้าน 1,440 (22,110บาท) 1,450 (22,270บาท) 1,460 (22,420บาท)
SILVER FUTURES (SVQ13)
แนวรับ 23.95 (733 บาท) 23.60 (721 บาท) 23.30 (712 บาท)
แนวต้าน 24.90 (770 บาท) 25.360 (783 บาท) 25.65 (794 บาท)

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลงต่อ ขณะนลท.รอดูข้อมูลศก., วิตกสถานการณ์ซีเรีย

ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวลง 79 จุด หรือ 0.5% แตะที่ 14,852 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ล่วงหน้าลดลง 0.6% สู่ระดับ 1,644.5 จุด เมื่อเวลา 7.48 น. ตามเวลานิวยอร์ก ขณะที่นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะมีการเปิดเผยในคืนนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ในซีเรียที่ตึงเครียดมากขึ้น อันเนื่องมาจากความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกแซงทางทหาร

ดัชนีหุ้นนิวยอร์กร่วงลงต่อเนื่องจากวานนี้ หลังจากที่นายจอห์น เคอร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐต้องการให้รัฐบาลซีเรียแสดงความรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธเคมี

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา อยู่ภายใต้แรงกดดันจากบรรดาประเทศพันธมิตรและสภาคองเกรสให้ลงมือดำเนินการกับซีเรีย ซึ่งอาจรวมถึงการแทรกแซงทางทหาร หลังจากที่มีจากการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเมื่อสัปดาห์ก่อน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 คน ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐตอบโต้ซีเรีย ก็อาจส่งผลให้ทั้งภูมิภาคตกอยู่ในความขัดแย้ง

ขณะเดียวกันนักลงทุนรอดูการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาบ้านเดือนมิ.ย.โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ ในเวลา 20.00 น.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้น 12.1% จากปีก่อน หลังจากเพิ่มขึ้น 12.2% ในเดือนพ.ค. จากนั้นในเวลา 21.00 น. คอนเฟอเรนซ์ บอร์ด มีกำหนดเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะลดลงแตะ 79.0 ในเดือนส.ค. จากระดับ 80.3 ในเดือนก.ค.

หุ้นซิสโก้ ซีสเต็มส์ และ ไมโครซอฟท์ ร่วงอย่างน้อย 1% ในช่วงก่อนเปิดตลาด เจ.ซี. เพนนีย์ ร่วง 2.4% หลังจากที่ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งขายหุ้นในบริษัทค้าปลีกรายใหญ่แห่งนี้เป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์

ทิฟฟานี่ แอนด์ โค ปรับตัวขึ้น 2.1% หลังบริษัทรายงานผลกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้น จากสถานการณ์ตึงเครียดในซีเรีย

สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในซีเรีย โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เดือนต.ค. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาด NYMEX ดีดตัวขึ้น 2.22 ดอลลาร์ แตะที่ 108.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนต.ค.ที่ตลาดลอนดอน อยู่ที่ 112.51 ดอลลาร์ เมื่อเวลา 12.59 น.ตามเวลาลอนดอน

โดยก่อนหน้านั้นสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 1.87 ดอลลาร์ หรือ 1.7% แตะ 112.60 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน หลังจากที่รมว.ต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐต้องการให้รัฐบาลซีเรียแสดงความรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธเคมี

นอกจากสถานการณ์ในซีเรียแล้ว ตลาดน้ำมันยังได้แรงหนุนจากผลผลิตน้ำมันที่ลดลงของลิเบีย โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบียเผยว่า ผลผลิตอาจลดลงต่ำกว่า 200,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการถูกโค่นล้มอำนาจลงเมื่อปี 2554

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านอุปทานเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมัน และดูเหมือนว่าสถานการณ์วุ่นวายในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าชาติตะวันตกจะดำเนินการทางทหารกับซีเรีย