วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ค่าเงินเอเชียผันผวนหนักฉุดรั้งศก.เติบโต

“เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีผลต่อทิศทางตลาดค่าเงินของไทยอย่างไร และค่าเงินบาทในขณะนี้ยังผันผวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่าได้”

คำกล่าวของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นสิ่งที่สะท้อนได้อย่างเด่นชัดว่าในขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดค่าเงินกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งในเดือนนี้เพียงอย่างเดียว ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงไปถึง 1% แล้ว อยู่ที่ 31.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทอยู่ที่ 28.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ถึงกระนั้นประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่ประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการเงินของชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐของเฟด ว่าสรุปแล้วจะคงไว้ต่อไปหรือไม่ในสิ้นปีนี้ แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย ได้อ่อนค่าลงมากสุดในรอบ 3 ปี โดยอ่อนค่าลงมาถึง 3.23 ริงกิตต่อเหรียญสหรัฐ หรือลดลงถึง 8.8% เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา 2.99 ริงกิตต่อเหรียญสหรัฐ

ภาวะความไม่แน่นอนว่า เฟดจะคงนโยบายคิวอีไว้ต่อไปหรือไม่ มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากแดนเสือเหลืองอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนทำให้เหล่านักวิเคราะห์ขององค์กรเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เช่น ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกโรงเตือนว่า มาเลเซียมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997

ขณะเดียวกัน ผลจากการที่ภาวะเศรษฐกิจประเทศดังกล่าวเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ประกอบกับฐานะความมั่นคงทางการคลังเริ่มอ่อนแอลง โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 53.3% ในปีที่แล้ว ทำให้ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับชื่อดังออกมาตัดลดเครดิตของประเทศลงจากสถานะมั่นคงลงมาอยู่ที่ติดลบ ขณะที่เวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่าจีดีพีแดนเสือเหลืองในปีนี้จะโตลดลงมาอยู่ที่ 5.1% จากเดิมที่ 5.6% ในปีที่แล้ว

“ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มาเลเซียถือเป็นประเทศที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออกมากที่สุด หากเฟดยุติการใช้นโยบายอัดฉีดขึ้นมา เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณเงินทุนนอกที่ไหลเข้ามามากที่สุด เมื่อเทียบออกมาเป็นอัตราส่วนต่อจีดีพี” ฮัคบินฉัว นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคอาเซียนของแบงก์ออฟอเมริกาเมอร์ริลลินช์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล

พร้อมกันนี้ นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของแบงก์อเมริกาเมอร์ริลลินช์ ยังกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียมากถึง 49.5% ของจำนวนพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด ดังนั้น แดนเสือเหลืองจึงเสี่ยงเจ็บตัวมากที่สุด หากเฟดยุติหรือถอนคิวอีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศจะแห่เทขายพันธบัตรดังกล่าว เพื่อหันกลับเข้าไปซื้อพันธบัตรสหรัฐที่จะมีผลตอบแทนสูงขึ้น

นอกเหนือจากมาเลเซียแล้ว อีกหนึ่งประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าเงินผันผวนอย่างหนัก จากปัญหาเงินทุนไหลออกก็คือ“อินโดนีเซีย” โดยค่าเงินรูเปียห์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องลงมาอยู่ที่ 10,257 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี ที่ 10,293 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เฉพาะแค่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียวค่าเงินรูเปียห์ได้อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 3.4% ที่ 10,273 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา) ขณะที่เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นไปถึง 9,832 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ

ส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของแดนอิเหนาก็คาดว่าจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในไตรมาส 2 ปีนี้ยอดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เนื่องจากการไหลทะลักออกของเงินทุนยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทางธนาคารกลางอินโดนีเซียจะพยายามปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วหลายครั้งก็ตาม

ด้าน “อินเดีย” ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาค่าผันผวนต่อไปเช่นกัน โดยค่าเงินรูปี เมื่อวันที่ 30 ก.ค. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 60.49 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อช่วงต้นเดือนเดียวกันค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 61.2125 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ และเฉพาะแค่เดือน ก.ค. เพียงเดือนเดียวค่าเงินของอินเดีย เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐก็อ่อนลงมาถึง 2.8% และเมื่อเทียบทั้งปีค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงมาแล้วถึง 10% ส่วนเมื่อปลายปีที่แล้วค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 55.07 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากการที่เงินทุนไหลออกจากอินเดียอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกได้ถอนทุนออกจากตลาดทุนอินเดียมากถึง 1,050 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นกระแสเงินทุนไหลออกที่มากที่สุดในบรรดาตลาดหุ้น 10 ประเทศในเอเชีย

จากภาวะความผันผวนของค่าเงินของหลายประเทศที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ได้ทำให้เหล่าบรรดาองค์กรทางเศรษฐกิจชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ไปจนถึงที่แถลงการณ์ที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ 20 ประเทศทั่วโลก (จี20) ต่างพากันออกโรงกระตุ้นเตือนให้เหล่าบรรดาชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ หันมาตระหนักถึงการสื่อสารกับตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้น และต้องระมัดระวังในการถอนมาตรการอัดฉีดอีกด้วย

เนื่องจากความคลุมเครือและการขาดความรอบคอบในการสื่อสาร เพื่อชี้นำนโยบายการเงินต่อตลาดย่อมส่งผลเสียต่อภาวะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลก ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบมากสุดก็คงจะเลี่ยงไม่พ้นบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย เพราะในช่วงที่เฟดเร่งโหมอัดฉีดนโยบายการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เพื่อปั๊มเงินเข้าสู่ระบบอย่างหนัก ตลาดทุน และตลาดพันธบัตรในเอเชียได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการนำเงินเข้าไปลงทุน

ดังนั้น การที่เฟดยุติคิวอีขึ้นมา จึงย่อมจะส่งผลให้เกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างแน่นอน เช่น ค่าเงินในเอเชียที่จะอ่อนค่าลงอย่างหนัก ต้นทุนการระดมทุนจากตลาดพันธบัตรที่จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากความผันผวนในตลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ส่วนหนึ่งเอเชียก็ควรที่จะต้องหันมาเตรียมการรับมือกับภาวะความไม่แน่นอนเอาไว้ให้ดี มิใช่หวังพึ่งแต่องค์กรระหว่างประเทศในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเพียงฝ่ายเดียว

ไม่มีความคิดเห็น: