คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี)แถลงการณ์ผลการประชุมระหว่าง 30-31 ส.ค. ที่ผ่านมา มีรายละเอียดดังนี้ ข้อมูลที่ได้รับมานับตั้งแต่เอฟโอเอ็มซีจัดการประชุมในเดือนมิ.ย.ชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขณะที่สถานการณ์ในตลาดแรงงานส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน และการลงทุนทางธุรกิจในสินทรัพย์คงที่ได้เพิ่มสูงขึ้น และภาคที่อยู่อาศัยปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นต่อไป อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยจำนองปรับตัวสูงขึ้นบ้าง และนโยบายการคลังกำลังจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวที่เอฟโอเอ็มซี ได้กำหนดไว้ ซึ่งมีสาเหตุบางส่วนมาจากปัจจัยชั่วคราว ส่วนการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบตามกฎหมายนั้น เอฟโอเอ็มซีมีความต้องการที่จะส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา โดยเอฟโอเอ็มซีคาดการณ์ว่า การผ่อนคลายนโยบายในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นจากระดับในช่วงที่ผ่านมา และอัตราการว่างงานจะปรับตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเข้าใกล้ระดับที่ เอฟโอเอ็มซีมองว่าสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งสองประการดังกล่าว และ เอฟโอเอ็มซีพิจารณาว่า ความเสี่ยงในช่วงขาลงที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ได้ลดระดับลงนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง ทั้งนี้ เอฟโอเอ็มซี ตระหนักว่า อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 2 % อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ แต่เอฟโอเอ็มซีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับเข้าใกล้ระดับเป้าหมายได้ในระยะกลาง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อรับประกันว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สอดคล้องที่สุดต่อภารกิจทั้งสองประการของเฟด ทางเอฟโอเอ็มซี จะยังคงเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (agency) ในระดับ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือนต่อไป และจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวในระดับ 4.5 หมื่นล้าดอลลาร์ทุกเดือนต่อไป โดยเอฟโอเอ็มซีจะยังคงดำเนินนโยบายเดิมต่อไป ในการนำเงินต้นที่ได้รับจากตราสารหนี้ของรัฐบาล และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของรัฐบาล มาลงทุนใหม่ ในหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของรัฐบาล และจะต่ออายุพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ครบกำหนดไถ่ถอนในการประมูล ซึ่งมาตรการเหล่านี้ น่าจะส่งแรงกดดันในช่วงขาลงต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว, สนับสนุนตลาดจำนอง และน่าจะช่วยให้สถานการณ์ทาง การเงินในวงกว้างอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เอฟโอเอ็มซีจะจับตาข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และเอฟโอเอ็มซีจะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของรัฐบาลต่อไป และจะใช้เครื่องมืออื่นๆ ด้านนโยบายตามความเหมาะสม จนกว่าแนวโน้มของตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมากในบริบทของเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่ เอฟโอเอ็มซีพร้อมที่จะปรับขึ้น หรือปรับลดอัตราการเข้าซื้อ เพื่อให้การผ่อนคลายนโยบายจะได้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป ในขณะที่แนวโน้มของตลาดแรงงานหรือแนวโน้มด้านเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป โดยเอฟโอเอ็มซี จะยังคงพิจารณาอย่างเหมาะสมต่อแนวโน้มประสิทธิภาพและต้นทุนของการเข้าซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ รวมทั้งพิจารณาระดับความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้ในการกำหนดขนาด, อัตราความเร็ว และองค์ประกอบของการเข้าซื้อสินทรัพย์ เพื่อเป็นการสนับสนุนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องที่จะนำไปสู่ภาวะการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา เอฟโอเอ็มซียืนยันต่อความเห็นของเอฟโอเอ็มซีที่ว่านโยบายการเงินที่มีจุดยืนแบบผ่อนคลาย อย่างมาก จะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อไปเป็นเวลานาน หลังจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์สิ้นสุดลง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เอฟโอเอ็มซีได้ตัดสินใจว่าจะกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในกรอบ 0-0.25% ต่อไป และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษ จะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อไป ตราบใดที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่สูงกว่า 6.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสำหรับช่วง 1-2 ปีข้างหน้าได้รับการคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่า 0.5% เหนือเป้าหมายระยะยาวที่เอฟโอเอ็มซี ตั้งไว้ที่ 2% และการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ในการกำหนดว่า เอฟโอเอ็มซีจะใช้นโยบายการเงินที่มีจุดยืนแบบผ่อนคลายมากเป็นเวลานานเพียงใดนั้น เอฟโอเอ็มซีจะพิจารณาข้อมูลอื่นๆด้วย ซึ่งรวมถึงมาตรวัดสำหรับสถานการณ์ในตลาดแรงงาน, สัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางการเงิน โดยเมื่อใดก็ตามที่ เอฟโอเอ็มซีตัดสินใจเริ่มต้นยกเลิกนโยบายแบบผ่อนคลาย ทาง เอฟโอเอ็มซี ก็จะใช้วิธีการที่มีความสมดุลและสอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวในการส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุด และทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2 % กรรมการเอฟโอเอ็มซีที่ลงคะแนนเสียงเห็นชอบต่อการดำเนินนโยบายการเงินในครั้งนี้ ได้แก่ นายเบน เอส เบอร์นันเก้ ประธานเฟด นายวิลเลียม ซี ดัดลีย์ รองประธาน นายเจมส์ บูลลาร์ด นางอลิซาเบธ เอ ดุ๊ค นายชาร์ลส์ แอล อีแวนส์ นายเจอโรม เอช พาวเวล นางซาราห์ บลูม รัสกิน นายเอริค เอส โรเซนเกรน นายเจเรมี ซี สไตน์ นายแดเนียล เค ทารุลโล และนางเจเน็ต แอล เยลเลน ส่วนกรรมการที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย ได้แก่ นางเอสเธอร์ แอล จอร์จ ซึ่งกังวลว่าการผ่อนคลายทางการเงินในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและการเงินในอนาคต และอาจส่งผลให้การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น