ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก รวมถึงค่าเงินบาทของไทย หลังจากนักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. นี้
ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียร่วงลงถ้วนหน้า โดยค่าเงินรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซียและค่าเงินรูปีของอินเดียร่วงหนักที่สุด ในขณะที่ค่าเงินบาทของไทยเริ่มอ่อนค่าตั้งแต่วันอังคารที่ 20 ส.ค. ต่อเนื่องมาถึงวันศุกร์ที่ 23 ส.ค. ปิดตลาดที่ 31.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยอ่อนค่ามากที่สุด ที่ระดับ 32.17 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทของไทยร่วงลง หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% แต่ตัวเลขจีดีพีที่แท้จริงติดลบ 0.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 1.7% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง
สาเหตุของการเทขายเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับหลายประเทศที่ทำให้นักลงทุนโยกย้ายเงินออก นอกจากเรื่องภาวะเศรษฐกิจแล้ว ประเทศที่มีปัญหาเงินอ่อนค่า จะเป็นประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวตามเป้าหมายของเฟดกำหนดไว้เมื่อไร โดย เฟด กำหนดกรอบลดคิวอี หรือ ยกเลิกคิวอี เมื่ออัตราการว่างงาน อยู่ที่ 6.5% และเงินเฟ้อไม่เกิน 2.0% ในขณะที่ตัวเลขล่าสุดว่างงานอยู่ที่ 7.4%
ความไม่ชัดเจนในเรื่องคิวอี ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นและพันธบัตรทั่วโลก เพื่อโยกเงินกลับสหรัฐ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดเงินทั่วโลก เพราะหากเฟดยังไม่ชะลอคิวอี อาจทำให้มีเม็ดเงินกลับไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และหากเฟดลดคิวอี ก็อาจมีการโยกเงินลงทุนออกมากขึ้น
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงในช่วงที่เกิดความผันผวนค่าเงินทุกครั้ง คือ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มนำเข้า-ส่งออก เพียง 20% เท่านั้น
เตือนทั้ง 'ส่งออก-นำเข้า' ประกันเสี่ยง
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ในตลาดเงินยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากปัจจัยด้านต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ค่าเงินบาทจะไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางอ่อนค่าทิศทางเดียว แต่จะขึ้นลงตามข่าวที่เกิดขึ้น
"ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกหรือนำเข้าก็ควรทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้เพื่อป้องกันความผันผวนที่จะกระทบกับรายได้ของธุรกิจ" นายธิติ กล่าว
เช่นเดียวกับ นายวศิน ไสยวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้เกิดความกังวลกับผู้ประกอบการนำเข้าหรือกลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่อาจมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการควรทำการปิดความเสี่ยง
แนะส่งออกทยอยขายดอลล์
นายวศิน แนะว่า ผู้ส่งออกไม่ควรรอให้เงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ แล้วค่อยเข้ามาทำธุรกรรม เพราะเวลานี้เงินบาทอ่อนค่าหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์มาได้ ถือเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปีแล้ว จึงควรใช้โอกาสนี้ในการทยอยขายเงินดอลลาร์สหรัฐออกมาก เพื่อปิดความเสี่ยงไว้บ้าง รองรับความไม่แน่นอนในตลาดเงินที่มีความผันผวนขึ้นลง
"ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าตามแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยคาดว่าค่าเงินบาทมีโอกาสจะอ่อนค่าไปถึง 32.40 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านสำคัญในระดับถัดไป"
ชี้นำเข้าเลือกจังหวะซื้อดอลล์
นายราชัน จาวลา ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายบริหารเงิน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แม้ว่าค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในขณะนี้ จะส่งผลดีกับผู้ส่งออกที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถกำหนดราคาได้ง่ายแต่ผู้ส่งออกไม่ควรประมาทและควรทยอยนำเงินดอลลาร์เข้ามาขายเป็นเงินบาทเป็นระยะ ด้วยการซื้อล่วงหน้าเอาไว้ในระดับต่างๆ
ขณะที่ กลุ่มนำเข้านั้น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบต่าง ๆ ไว้บ้างแล้วในช่วงที่เงินบาทปรับตัวแข็งค่าต่ำกว่า 29 บาทต่อดอลลาร์ แต่หลังจากที่เห็นเงินบาทอ่อนค่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วก็ได้ตื่นตระหนกขึ้นมาบ้างเนื่องจากกระทบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแนะนำว่าผู้ประกอบการนำเข้าที่มีแผนที่จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในอนาคตควรหาจังหวะเข้ามาซื้อดอลลาร์ไว้ในช่วงที่เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
"ธนาคารจะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าไปให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องถึงทิศทางของค่าเงินบาท ให้กับผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะผู้นำเข้าในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า เพื่อให้ตัดสินใจซื้อเงินดอลลาร์ได้ในจังหวะที่เหมาะสม"นายราชัน กล่าว
เตือนแนวโน้มยังอ่อนค่าต่อ
ด้าน นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแรงสนับสนุนให้แข็งค่าได้อีกในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินในเอเชียรวมถึงเงินบาทมีอยู่ในช่วงที่อ่อนค่าได้อีก แต่เชื่อว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะเข้ามาดูแลค่าเงินให้ไม่อ่อนค่ารุนแรงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความรวดเร็วในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการยกเลิกมาตรการคิวอี ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว
ในสัปดาห์หน้า คาดว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า เคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.50 บาทต่อดอลลาร์
"ผู้ประกอบการส่งออกนั้น หากเห็นว่าการขายล่วงหน้าแล้วมีกำไรก็ควรทำสัญญากับธนาคารไว้เลย ส่วนผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อดอลลาร์นั้น หากไม่ได้ซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงควรเข้ามาซื้อล่วงหน้าไว้บ้างแต่ควรทำในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อควบคุมความเสี่ยงและสามารถทำกำไรได้โดยไม่ขาดทุน"
นายตรรก แนะว่า หากกรณีซื้อดอลลาร์สหรัฐไม่ทันและค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาถึงระดับที่ทำให้ขาดทุนแล้ว ก็แนะนำว่าควรที่จะรอดูสถานการณ์ตลาดสักระยะหนึ่ง
"สถานการณ์นี้เพิ่งเกิดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ถึงกับทำให้ต้นทุนเฉลี่ยทั้งปีของผู้นำเข้าต้องปรับเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อต้นปีผู้นำเข้าก็ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่ามาแล้ว แต่ในระยะต่อไปต้องดูตามพื้นฐานเศรษฐกิจหากจีดีพีไม่เลวร้ายไปกว่าประเทศอื่นๆ ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกให้กับค่าเงินบาทได้"
ผู้ประกอบการเช็คข่าวกันวุ่น
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการมีการสอบถามเข้ามามากถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินบาท โดยจะเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวขึ้นลงถึง 20-30 สตางค์ภายในวันเดียว ซึ่งผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่เหมาะกับผู้ประกอบการทั้งสองประเภท
แต่ในภาวะที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ขณะนี้ผู้ประกอบการส่งออกควรซื้อสิทธิในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน (FX Option) เอาไว้ เนื่องจากจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในภาวะตลาดผันผวน กล่าวคือ กรณีที่เงินบาทอ่อนค่าไปมากกว่าสิทธิที่ซื้อไว้ก็สามารถทิ้งสิทธิเพื่อไปแลกเปลี่ยนในระดับราคาที่ดีกว่าได้ หรือหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเกินกว่าสิทธิที่ซื้อไว้ ก็สามารถได้รับอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่ตกลงกับธนาคารไว้แต่แรกแล้ว
จับตาแถลงส่งออก-ดุลการค้าวันนี้
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การอ่อนค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 4% หากไม่นับค่าเงินของไต้หวันแล้วถือว่าเงินบาทของไทยยังอ่อนค่าน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ที่อ่อนค่าค่อนข้างมาก เช่น ค่าเงินอินเดีย อ่อนค่าแล้ว 14.2% ขณะที่อินโดนีเซียอ่อนค่าถึง 12.5%ใกล้เคียงกับเงินเยนที่อ่อนค่าลง 12.3%
ในสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวทั้งของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ต้องติดตามว่าจะส่งผลกับทิศทางค่าเงินบาทมากน้อยแค่ไหน โดยกระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขส่งออกในเดือนก.ค. 2556
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น